รู้เท่าทันสุขภาพกับการออกกำลังกายลดพุง...

             มาออกกำลังกายเพื่อลดพุงกันดีกว่า ทำแบบง่ายที่ไม่ยุ่งยากอะไร แต่สิ่งที่ได้รับนั้นมากมายนะค่ะ...มาๆๆลดพุงกันเถอะค่ะ...



รู้เท่าทันสุขภาพกับ...เครื่องดื่มเพิ่มพุง...


กินเท่าไรจึงจะพอดี


   
       การปรับนิสัยการกินของตนเอง ไม่กินของหวานจัด มันจัดเค็มจัดเพิ่มการกินผักและผลไม้ให้มากขึ้นเป็นการเริ่มต้น ที่ดี สำหรับการกินอะไร ได้มากน้อยแค่ไหน ยังเป็นคำถามที่ต้องหาคำตอบ คำว่า ” พอดี ” ของ แต่ละคนไม่เท่ากัน จะทราบได้อย่างไรว่าควรกินข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ นม ได้แค่ไหนจึงถูกหลักโภชนาการ ทุกวันนี้อาศัยความชอบ ความต้องการของตนเองเป็นหลัก หากบังเอิญกินได้ถูกต้องก็ถือว่าโชคดีไป แต่ขณะนี้ ไม่ต้องรอเสี่ยงโชคอีกแล้ว เพราะมีงานวิจัยที่สามารถกำหนดปริมาณอาหารที่เหมาะสมครอบคลุมกลุ่มคนไทยอายุ ตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ บางท่านอาจเคยเห็นโปสเตอร์รูป ธงโภชนาการ ของกระทรวงสาธารณสุขมาแล้วเชื่อได้ว่ายังมีผู้ที่ไม่เคยเห็น หรือยังไม่สามารถ นำไปปฏิบัติได้ จึงขอให้หลักการง่าย ๆ ดังนี้คือ ขั้นแรกต้องจัดตัวเองว่าอยู่ในคนกลุ่มใดก่อน เพื่อจะดูว่าควรกินอาหารให้ได้รับพลังงานทั้งวันVปริมาณเท่าใด
 
ระดับพลังงาน แตกต่างกันตามเพศ วัย และกิจกรรม
         
พลังงาน 1600 กิโลแคลอรี สำหรับเด็ก หญิงวัยทำงาน และผู้สูงอายุ
         
พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี สำหรับวัยรุ่น ชายวัยทำงาน
         
พลังงาน 2400 กิโลแคลอรี สำหรับผู้ที่ใช้พลังงานมาก เช่น นักกีฬา เกษตรกร กรรมกร
   
          
ต่อจากนั้นก็มาดูว่า จะกินอย่างไรให้สมดุล ปริมาณพอดี ซึ่งต้องดูจากปริมาณอาหารในแต่ละกลุ่ม
อาหารกลุ่มแรกคือ กลุ่มข้าว - แป้ง ควรได้รับวันละ 8-12 ทัพพี อย่าเพิ่งดีใจว่ากินเท่าไรก็ได้ ความจริงก็คือ ต้องกินให้พอเหมาะกับความต้องการ พลังงานของตัวเอง ถ้าเป็นหญิงวัยทำงาน วัยทอง หรือสูงอายุ กินวันละ 8 ทัพพี ชายวัยทำงานวันละ 10 ทัพพี และถ้าใช้พลังงานมากก็กินได้ถึง 12 ทัพพี อาหารกลุ่มนี้รวมถึง ข้าว ก๋วยเตี๋ยว บะหมี่ ขนมจีน ขนมปัง และขนมทั้งหลายที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบ เช่น ขนมเค้ก ซาลาเปา บัวลอย ซ่าหริ่ม อะไร ๆ ที่เป็นแป้งนับรวมอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งหมด

อาหารกลุ่มต่อมาคือ กลุ่มผัก แหล่งของใยอาหาร ผู้ใหญ่ควรกินผักวันละ 6 ทัพพี เด็ก ๆ วันละ 4 ทัพพี (1 ทัพพีประมาณ 3-4 ช้อนกินข้าว ) เมนูอาหารจานผักหาทานไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงเลียง แกงป่า หรือจอาหารจานเดียว เช่น ขนมจีนน้ำพริก น้ำยา หรือข้าวยำ ใน 1 มื้อได้ผัก 2 ทัพพี ไม่ยากนัก อย่าลืมหมุนเวียนชนิดของผัก จะได้ปลอดภัยจากยาฆ่าแมลง และได้สารอาหารตามที่ต้องการ

กลุ่มผลไม้ ขอให้ยืดหลักว่า ควรทานผลไม้หลังอาหารทุกมื้อและระหว่างมื้อเมื่อหิว รวม ๆ แล้วควรได้ผลไม้วันละ 3-5 ส่วน แต่ละ 1 ส่วน ของผลไม้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ผล ส้มเขียวหวาน 1 ผลใหญ่ ฝรั่ง 1/2 ผล เงาะ 4 ผล ถ้าเป็นผลไม้ผลใหญ่ เช่น มะละกอ สับปะรด แตงโม ประมาณ 6-8 คำเท่ากับ 1 ส่วน ปริมาณผลไม้มากน้อยขึ้นอยู่กับความต้องการพลังงาน
อาหารกลุ่มผักและผลไม้อาจทดแทนกันได้บ้าง วันไหนกับข้าวไม่ค่อยมีผัก ก็เพิ่มผลไม้ รวม ๆ แล้วทั้งวันควรได้ ผัก - ผลไม้ รวมกันไม่น้อยกว่า 1/2 กิโลกรัมจึงจะได้ใยอาหารเพียงพอ

สิ่งที่คุณอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับ..น้ำอัดลม...


น้ำ - อัด - ลม 


            ช่วงนี้อากาศร้อน เห็นหลาย ๆ คนเลือกดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ อย่างเช่น "น้ำอัดลม" กันเยอะมาก เลยอยากแนะนำให้รู้จักกับโรคนี้ค่ะ........

"นิ่วในไต" จากการทานน้ำดำ เพราะในน้ำดำมีคาเฟอีนสูง 

"คาเฟอีน" มีผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้ตกตะกอนเป็นนิ่ว และทำให้มีโอกาสสูญเสีย
แคลเซียมจากร่างกาย และผลจากฟอสเฟตสูงในน้ำอัดลม ทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำลง

                    นอกจากจะเป็นนิ่วแล้ว ยังกระดูกพรุน กระดูกเปราะด้วยนะคะ และถ้าคนกลุ่มนี้โชคร้ายเป็นมะเร็ง เวลารักษาคีโมก็จะยิ่งทำลายมวลกระดูก มะเร็งจะลามไปที่กระดูกได้ง่าย เจ็บปวดทรมาณมาก ๆ
ไม่ใช่น้ำดำอย่างเดียวที่มีคาเฟอีนสูง ยังมีกาแฟสด กาแฟดำ ที่มีคาเฟอีนไม่แพ้น้ำอัดลมค่ะ ผลที่ได้ก็จะคล้าย ๆ กัน เปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มสมุนไพรแบบไม่ใส่น้ำตาลดีกว่า เพื่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงของการก่อโรคอีกหลายโรคเลยนะคะ

อันตรายที่จะเกิดขึ้น...ถ้าคุณความเครียด...






พฤติกรรมทำลายสุขภาพ..ของชาวออฟฟิศ...


อันตรายจากขวดน้ำพลาสติกในรถ....


ขวดน้ำพลาสติกในรถ..อันตราย


                    เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว และ การเขย่า การกลิ้ง การกระแทก..จะทำให้สารพิษในขวดพลาสติด ออกมาปนเปื้อนในน้ำดื่มสารพิษจากขวดน้ำและภาชนะพลาสติก รุนแรงเกินคาด มาดูกันว่าจะหลีกเลี่ยงได้ยังงัย
เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสารพิษจากขวดน้ำพลาสติก ที่ว่าเด็ก12ขวบชาวดูไบใช้ขวดพลาสติกใบเดิมใส่น้ำดื่มไปโรงเรียนทุกวันปีครึ่ง ปรากฎว่าเด็กตายหมอบอกว่าเด็กตายเพราะสารพิษจากขวดพลาสติก
ตอนแรกก็ไม่ได้ติดอกติดใจอะไร ก็รู้แค่ว่า ไม่ควรใช้ขวดน้ำใส่น้ำซ้ำ หมดแล้วทิ้งเลย (ขยะเกลื่อนกลาด) แต่วันนี้ได้บังเอิญไปพบเนื้อหาเกี่ยวกับภัยจากขวดพลาสติก อ่านแล้วตกอกตกใจ อดนำมาเล่าไม่ได้
ขวดพลาสติกโดยทั่วไป เช่นขวดน้ำดื่ม ผลิตจาก Polycarbonate หรือ PET (Polyethyleneterephthalate ) ขวดภาชนะพลาสติกเหล่านี้จะมีสาร Bisphenol A" เป็นสารหลักที่ใช้ทำพลาสติกใสสำหรับภาชนะบรรจุอาหาร ขวดนมเด็ก ขวดน้ำดื่ม นอกจากนี้ยังพบได้ใน ของเล่นเด็ก สารบุในอาหารกระป๋อง ภาชนะพลาสติกประเภท "Reusable" ภาชนะพลาสติกที่เขียนว่า "Microwaveable" อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในหมวกกันน็อกสำหรับเล่นกีฬา เลนส์แว่นตา เป็นต้น
สารพิษนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะสะสมจนก่อให้เกิดความผิดปกติทั้งทางร่างกายและจิตใจได้ เนื่องจากสารพิษนี้ส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนเพศ ESTROGEN จึงทำให้เกิดอาการแปรปรวนต่างๆ

อาการและโรคที่เกิดขึ้น/และอาจเกิดขึ้นจากการได้รับสารพิษ Bisphenol A
1. อาการไฮเปอร์ Hyperactivity (สมาธิสั้น)
2. พฤติกรรมก้าวร้าว
3. มีปัญหาเรื่องความจำ และสมาธิ
4. พัฒนาการสมองช้า และอาจเป็นสาเหตุของโรคดาวน์ซินโดม(เอ๋อ)
5. โรคอ้วน
6. โรคเบาหวาน
7. กระตุ้นเซลล์มะเร็ง ทำให้เป็นโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ มะเร็งเต้านม
8.ผลจากสารพิษช่วยเร่งให้เด็กย่างเข้าสู่วัยรุ่นเร็วขึ้น
(early puberty) แต่กลับกระทบต่อการสืบพันธุ์ เช่นทำให้เสปิร์มของเพศชายอ่อนแอและน้อยลง เกิด ภาวะตั้งครรภ์ยากและแท้งลูกง่ายในหญิง ฯลฯ
9. ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานบกพร่อง(impaired immune function)
10. elimination of sex differences in behavior - มีพฤติกรรมที่แยกเพศไม่ออก
หรือมีพฤติกรรมที่ไม่รู้ว่าเป็นเพศอะไร
11. Reversal of normal sex differences in the brain structure - การจำแนกเพศกลับกันในโครงสร้างของสมองอ่านๆ ดูแล้วก็รู้สึกกลัวๆ เพราะ อาการและโรคเหล่านี้ มันดูเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับตัวเองและคนรอบๆ ตัว
สังเกตไหมว่า เด็กระยะหลังๆ เป็นโรคสมาธิสั้นหรือไฮเปอร์กันเยอะมากๆ รวมถึงประเด็นเรื่องเพศที่ 3 ที่มีเยอะ
มากๆ มากที่สุดในประวัติศาสตร์ หรือว่าจริงๆ แล้ว พวกเรากำลังได้รับผลกระทบจากสารพิษในพลาสติกนี้อยู่