รู้เท่าทันสุขภาพ..คุณค่าทางอาหารของพืขผัก สวนครัว



คุณค่าทางอาหารของพืชผัก  สวนครัว

                พืชผักพื้นบ้านและผักริมรั้วเราสามารถปลูกเองได้ ไม่ยุ่งยาก พืชผักหลายชนิดเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นตามเรือกสวนไร่นาหรือตามริมทาง และบางชนิดก็สามารถปลูกเพื่อเป็นรั้วบ้านได้ หากเราปลูกเองก็ถือว่ามีความปลอดภัย เพราะเป็นผักปลอดสารพิษ ไม่ต้องทำการฉีดสารเคมีใด ฟ
                ประโยชน์ของพืชผักมีมากมาย ช่วยในการปรุงแต่งรสชาติของอาหารได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นแหล่งให้พลังงาน อีกทั้งยังเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในกระบวนการย่อยอาหารและการขับถ่าย การรู้จักกินผักพื้นบ้านนอกจากจะไม่ต้องซื้อหา สามารถปลูกกินได้เอง หรือเกิดได้เองหรือเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และได้คุณค่าทางอาหารแล้ว ยังเป็นผักปลอดสารพิษที่ทำให้สุขภาพแข็งแรง และมีอายุยืนนานอีกด้วย

                กระถิน
                เป็นพืชที่สามารถปลูกเพื่อทำเป็นรั้วได้อย่างดี ปลูกง่าย ทนความแล้งได้ดี ปลูกโดยใช้เมล็ดปลูกบริเวณที่ไม่มีน้ำขัง
ส่วนที่ใช้กินคือยอดและฝักอ่อน นิยมใช้เป็นผักจิ้มน้ำพริกต่าง ๆ หลน ข้าวยำ น้ำยา และน้ำพริกขนมจีน ยอดอ่อนใช้ใส่แกงแค และแกงหน่อไม้
                คุณค่าทางอาหาร ยอดกระถิน 100 กรัม มีโปรตีน 8.4 กรัม เส้นใย 3.8 กรัม วิตามินเอ 1,552 หน่วยสากล จัดว่ามีโปรตีนสูงรองมาจากชะอม

                บวบ
                ลำต้นมีลักษณะเป็นเถายาว นิยมปลูกเพื่อให้เกาะตามริมรั้ว ปลูกโดยใช้เมล็ดที่เก็บมาประมาณ 2 เดือน บวบจะเจริญเติบโตได้ผลดี
                บวบสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น ลวกเป็นผักจิ้ม ผัดกับเนื้อสัตว์ต่าง ๆผัดกับไข่ แกงจืด แกงเลียง หรือเป็นผักนึ่งคู่กับปลา
                คุณค่าทางอาหาร บวบ 100 กรัม มีแคลเซียม 85.9 มิลลิกรัม ธาตุเล็ก 4 มิลลิกรัม ให้โปรตีน 6 กรัม และเส้นใย 5.2 กรัม

                ชะอม
                เป็นพืชที่ปลูกง่าย ตามกิ่งก้านจะมีหนาม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการปลูกเป็นรั้วบ้านถ้าต้องการให้เจริญเติมโตดีควรปลูกต้นฤดูฝนโดยใช้กิ่งปักชำจะทำให้ชะอมแตกยอดอ่อนอวบ และดกงาม
                ชะอมกินได้ทั้งใบอ่อนและยอด ใช้ลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทอดกับไข่ ใส่แกงเลียง แกงไตปลา แกงแค แกงส้มเปรอะ แกงคั่วหอยขม ฯลฯ ชะอมจัดว่าเป็นผักพื้นบ้านที่มีปริมาณโปรตีนสูง
                คุณค่าทางอาหาร ชะอม 100 กรัม มีวิตามินเอ 3,349 หน่วยสากล วิตามินซี 86.4 มิลลิกรัม โปรตีน 9.5 กรัม และเส้นใย 5.7 กรัม
  
                ชะพลู
                ชะพลูเป็นไม้พุ่มเลื้อยใบคล้ายพลู แต่มีสีเขียวเข้มกว่า ปลูกได้โดยการปักชำกิ่ง
                ชะพลูจัดว่าเป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ใบใช้กินกับเมี่ยงคำ ผัดเผ็ด แกงคั่ว เป็นต้น กินคู่กับเนื้อสัตว์ เช่นกุ้งแห้ง ฯลฯ
                คุณค่าทางอาหาร
                ใบชะพลู 100 กรัม มีโปรตีน 5.4 กรัม เส้นใย 4.5 กรัม แคลเซียม 610 มิลลิกรัม พ่อสฟอรัส 30 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 882 หน่วยสากล

                ผักโขม
                เป็นผักพื้นเมืองที่พบเห็นทั่วไปตามทุ่งนา ทางเดินริมถนน สวนหน้าบ้านและหลังบ้าน ผักโขมสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด มีทั้งชนิดมีหนามและไม่มีหนาม
                ผักโขมนำมาลวกจิ้มกินกับน้ำพริก หรือจะแกงผักรวมก็ได้ เป็นผักที่มีเส้นใยมาก ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำหน้าที่ได้สมบูรณ์
                คุณค่าทางอาหาร มีธาตุเหล็กสูง และมีวิตามินเอ 6,383 หน่วยสากล

รู้เท่าทันสุขภาพ...โภชนบัญญัติ 9 ประการ...



               รู้เท่าทันสุขภาพวันนี้มีสิ่งดี ๆ  ที่อยากนำมาฝากกันซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ข้อปฏิบัติการกินอาหาร  เพื่อสุขภาพที่ดี”.....

1.  ทานอาหารให้ครบทั้ง  5  หมู่  แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว  รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

2.   กินข้าวเป็นอาหารหลัก  สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ

3.  กินพืชผักให้มาก  และกินผลไม้ให้เป็นประจำ

4.  กินปลา  เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน  ไข่  และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ

5.  ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย

6.  กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร

7.  หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด  และเค็มจัด

8.  กินอาหารที่สะอาด  ปราศจากการปนเปื้อนจากเชื้อรา พยาธิ  สารเคมีที่เป็นพิษ  เป็นต้น

9.  งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  และที่สำคัญคือ  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

                         ข้อปฏิบัติง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพของเราให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ รู้เทคนิคดี ๆ  แบบนี้แล้ว มาลงมือปฏิบัติกันดีกว่าค่ะ.....

รู้เท่าทันสุขภาพกับรสชาติของอาหารมีผลต่อร่างกายอย่างไร...



                 รู้เท่าทันสุขาภาพ  วันนี้มีสิ่งดีๆๆมาฝากันเกี่ยวรสชาติของอาหารมีผลต่อร่างกายอย่างไร....
ลิ้นของคนเรามีตุ่มรับรสอยู่ 5 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม เผ็ด ซึ่งรสชาติเหล่านี้แต่ละรสนี้ก็ยังมีความสำคัญต่อส่วนต่าง ๆ ของร่ายงกายต่างกันไปด้วย...

อาหารรสหวาน
ความหวานนี้ได้จากน้ำผึ้ง  หรือผลไม้ต่าง ๆ นั้นมีประโยชน์ต่อระบบย่อย  การทำงานของม้าม  และช่วยเสริมการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต  แต่ถ้ากินหวานมากเกินไป  โดยเฉพาะของหวานอย่างเบเกอรี่  หรือลูกกวาด  ก็จะทำให้อ้วนและเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน

อาหารรสเค็ม
ความเค็มที่มีประโยชน์ คือ  ความเค็มที่ได้รับจากการกินอาหาร  ที่มีส่วนผสมของเกลืออยู่อย่างพอเหมาะ  จะช่วยให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายกักเก็บน้ำไว้ดีขึ้น  และทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ดี  แต่ถ้ากินเค็มมากเกินไปก็จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตได้

รู้เท่าทันสุขภาพกับวิธีการระงับความรู้สึกเหนื่อล้าของร่างกาย....


                    รู้เท่าทันสุขภาพในวันนี้ มีเรื่องดี ๆ มาแนะนำกันด้วยวีธีการระงับความรู้สึกเหนื่อยล้าของร่างกายแบบง่าย ๆ ที่ไม่ยุ่งยางอะไร  แต่สิ่งที่ได้รับคืนมาช่างมากมายเกินกว่าคำบรรยาย.....


วิธีระงับความรู้สึกเหนื่อยล้าของร่างกาย
  •  ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ อย่างน้อยวันละ  8  แก้ว  ขึ้นไปเพราะการดื่มน้ำสามารถให้พลังงานกับร่างกายได้ด้วย เนื่องจากร่างกายจะพยายามปรับตัวทำงานให้หนักขึ้น  เพื่อให้ได้น้ำมาใช้ในกระบวนการเผาผลาญผลิตพลังงาน
  •   รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้อิ่มพอดี  หรือแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ ปริมาณน้อยแต่เพิ่มจำนวนมื้อ  เพราะหากกินอาหารเข้าไปเยอะ ๆ จนเกินอิ่ม  มักจะมีอาการง่วงซึมและเชื่องช้าตามมาหลังรับประทานอาหารเสร็จ  เพราะร่างกายใช้พลังงานไปในการย่อยอาหารจนหมด  ไม่เหลือให้ได้ทำกิจกรรมอย่างอื่นนั่นเอง
  • หายใจลึก ๆ  ใช้สมาธิจดจ่อกับลมหายใจ  เข้า-ออก  ติดต่อประมาณ  2  นาที  จะช่วยให้ผ่อนคลาย   จากอารมณ์เหน็ดเหนื่อย  วิตกกังวล  เศร้าใจ  เสียใจ  หรือความโกรธได้
  • ออกกำลังกายให้มากขึ้น  การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นมาออกกำลังกายให้มากขึ้น  การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารเอ็นดอร์ฟินขึ้นมาในสมองโดยอัตโนมัติ  ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกเป็นสุข  ช่วยคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้  นอกจากนี้ยังช่วยให้นอนหลับได้สนิท  และตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น  สดใส...

       วิธีการง่าย ๆ เพียงแค่คุณลองทำและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง  ผลลัพธ์ที่ออกมาช่างมีคุณค่าและมีประโยชน์มากมาย

ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรง..กับการรักษาสิวแบบชีวจิต


          สวัสดีค่ะ...ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรง  ในวันนี้มีวิธีการรักษาสิวของสาวๆๆหนุ่มๆๆแบบง่าย  โดยใช้วิธีการรักษาสิวแบบชีวจิต  ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตนเอง  ซึ่งไม่ยุ่งยางอะไรเลย....



ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรงกับวิธีรักษาสิวแบบชีวจิตการรักษาสิวด้วยตนเองในแบบชีวจิต  มีข้อปฏิบัติดังนี้

        1. ปรับอาหารการกินให้ถูกต้อง  ไม่ควรรับประทานอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล  รวมทั้งอาหาร
มัน ๆๆ  และของทอด  มากเกินไปแต่ควรหันมาประทานผักและผลไม้ให้มาก และเลือกรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสี  ได้แก่  ข้าวซ้อมมือ  ขนมปังโฮลวีต  และอาหารทะเล  เพื่อช่วยลดการอักเสบของสิว  และทำให้แผลเป็นหายเร็วขึ้นที่สำคัญควรดื่มน้ำมาก ๆ วันละ  2 ลิตร

                   2.  ดีท๊อกซ์  เพราะการเป็นสิวแสดงว่าร่างกายมีการสะสมสารพิษเกิดขึ้น  การอบไอน้ำหรือซาวน่า 
การดื่มน้ำผักผลไม้คั้นสด  หรือการรับประทานแต่ผลไม้ใน  1  วัน  จะช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย

           3.  ออกกำลังกายจนเหงื่อออก  จะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนดี  ทำให้ต่อมไขมันเปิดช่วยให้สิวยุบ  และ
ล้างหน้าให้สะอาดเสมอวันละ  2  ครั้ง  เช้า-เย็น


           4.  ทำจิตใจให้สงบ  มีอารมณ์สดใส  แจ่มใส  ความผ่อนคลายนี้จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือด  และ
น้ำเหลือง  รวมทั้งทำให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น

               วิธีการง่ายๆๆที่ไม่ต้องพึ่งพายาอะไรต่าง ๆ ที่อาจจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายของเราในวันข้างหน้า  ลองหันกลับมารักษาสิววิธีกันดูนะค่ะ....

ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรงกับอาหาร 15 ชนิด



                     ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรงกับอาหาร 15  ชนิดที่คนทำงานไม่ควรพลาด   ในช่วงของวัยทำงานอาจต้องพบเจอกับความเครียด  ความเหนื่อยล้า  และความอ่อนเพลีย  การรับประทานอาหารเสริมที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพร่างกาย  จะเป็นตัวช่วยผลักดันให้เรามีแรงกระตุ้นในการทำงาน  ซึ่งอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่มีอยู่ใกล้ตัวและราคาไม่แพง  ลองมาดูกันว่ามีอาหารอะไรบ้างที่เหมาะกับคนทำงาน  ให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา
มาดูกันว่าอาหาร 15  ชนิดมีอะไรกันบ้าง....

1.ข้าวกล้อง  ข้าวกล้องมีวิตามินบีและอีสูง  จึงช่วยเพิ่มพลังสมองในการทำงานช่วยป้องกันโรคเหน็บชาที่คนที่ต้องนั่งโต๊ะทำงานนาน ๆ มักจะเป็นกัน  แถมยังป้องกันโรคสมองเสื่อมในอนาคตได้ด้วย

2.วิตามิน บี  ซึ่งอีกชื่อหนึ่งว่า “สารให้ความกระปรี้กระเปร่า”  มีอยู่ในข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท จมูกข้าว ถั่ง เมล็ดทานตะวัน นม กล้วย ส้ม เป็นต้น ใครที่ทำงานนานจนอ่อนล้าห้ามพลาด

3.วิตามินซี ที่อยู่ในผักและผลไม้ เช่น ฝรั่ง สตอรเบอร์รี่ น้ำส้มคั้น มะละกอ บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ถั่วงอก ฯลฯ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากในการสร้างฮอร์โมนระงับความเครียดจะได้ทำงานอย่างสดใสไปทั้งวัน

4.น้ำมันปลา หรือโอเมก้า 3 ช่วยป้องกันโรคหัวใจไขข้ออักเสบ ช่วยลดอาการปวดรอบเดือนและระงับอาการซึมเศร้าเบื่อหน่ายจากการทำงานได้ด้วย

5.ผักใบเขียว อย่างตำลึง คะน้า เป็นอาการกลุ่มโครินที่มีวิตามีนบี ซึ่งช่วยเพิ่มความจำและสมาธิ

ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรงกับโยเกิร์ต



                     ทำอย่างไรให้สุขภาพแข็งแรงในวันนี้เรามีสิ่งดี ๆ  มาฝากกันสำหรับประโยชน์ของโยเกิร์ต  1  ถ้วย  ซึ่งโยเกิร์ตเป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11  ชนิด  และแต่ละชนิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับร่างกาย  อย่างไอโอดีน  แคลเซียม  ฟอสฟอรัส  วิตามินบี 2  โปรตีน  วิตามินบี 12  ทริปโทฟาน  โพแทสเซียม  โมลิปเดนัม  สังกะสี  และวิตามินบี 5  นอกจากนั้น จุลินทรีย์ที่อยู่ในโยเกิร์ตชนิดดีที่ร่างกายต้องการ  เพราะจะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ “เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร”  ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ  ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ  แถมยังทำตัวเป็นนักปราบปรามจุลินทรีย์ที่จะทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก  ช่วงที่มีรอบเดือนผู้หญิงจึงควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำ

                เมื่อเรารู้ถึงคุณค่าประโยชน์ของโยเกิร์ตแบบนี้แล้วก็ควนหันมารับประทานโยเกิร์ตเป็นประจำวันละ 1 ถ้วย  เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีและแข็งแรงในระยะยาว  กันดีกว่านะค่ะ......